แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Paradox แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Paradox แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ทุติยบท ของความสัมพันธ์ทางความหมายในแนวนอน : ความแตกต่างระหว่าง Paradox กับ Oxymoron

จากบทความที่ผ่านมาได้เกริ่นนำเกี่ยวกับเรื่องของ Semantic clash ไว้ว่ามีอยู่ 3 ระดับ Paradox เป็นหนึ่งในสามระดับนั้น ดังที่กล่าวไว้ในบทความที่ผ่านมาว่า Paradox ในภาษาไทยเรียกว่า ปฏิพจน์ ซึ่งหมายถึงการนำคำที่มีความหมายตรงข้ามกันมาเรียงอยู่ด้วยกัน แต่สิ่งที่จะเพิ่มเติมในบทความนี้ก็คือ อันที่จริงแล้วการขัดกันของความหมายในระดับคำ หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การนำเอาคำที่ขัดแย้งกันมาเรียงต่อกันนั้นไม่ใช่ลักษณะของ Paradox แต่เป็นลักษณะของ Oxymoron แล้วอย่างนี้ Paradox จะแตกต่างจาก Oxymoron อย่างไหรหนอ

หลายคนอาจแยกแยะความแตกต่างระหว่าง Paradox และ Oxymoron ได้อย่างยากเย็น เพราะดูไปดูมามันก็คล้ายๆกันละน่า มันก็เป็นการนำเอาคำที่มีความหมายขัดแย้งกันมาอยู่ด้วยกัน แต่อันที่จริงเราก็มีวิธีพิจารณาความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ซึ่งก็คือ Paradox จะเป็นการนำสองสิ่งที่ความหมายไม่ไปด้วยกันมาไว้ด้วยกัน ซึ่ง Paradox จะเป็นการพิจารณาในระดับประโยค หรือย่อหน้า ส่วน Oxymoron จะเป็นการนำเอาคำเพียง 2 คำที่ขัดแย้งกันหรือมีความหมายตรงข้ามกันมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นการพิจารณาในระดับคำเท่านั้น สรุปได้ว่า Paradox และ Oxymoron มีความแตกต่างกันตรงที่ Paradox เน้นที่ระดับประโยคในขณะที่ Oxymoron จะเน้นที่ระดับคำนั่นเอง

Paradox และ Oxymoron จะพบมากในการนำมาตั้งชื่อนวนิยาย หรือชื่อละครโทรทัศน์ ซึ่งในบทความนี้จะใช้ชื่อนวนิยายในการยกตัวอย่าง

เริ่มที่ Oxymoron กันก่อน ดังที่กล่าวมาแล้วว่า Oxymoron จะเน้นความขัดแย้งกันในระดับคำ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ฆาตกรกามเทพ ทะเลหวาน

น้ำตาลขม พยาบาทหวาน

พริกหวานน้ำตาลเผ็ด สุภาพบุรุษซาตาน

จากตัวอย่างข้างต้นเป็นชื่อนวนิยายและละครซึ่งมีลักษณะการตั้งชื่อเรื่องแบบ Oxymoron โดยนำคำ 2 คำที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเองและความหมายของทั้งสองคำนั้นมีความขัดแย้งกันเองมาอยู่ด้วยกัน เช่น สุภาพบุรุษซาตาน เมื่อพูดถึง สุภาพบุรุษ ย่อมนึกถึงผู้ชายที่ให้เกียรติผู้หญิง เป็นผู้ชายที่ดี สุภาพ แต่เมื่อพูดถึง ซาตาน จะให้ภาพที่โหดร้าย ดังนั้นการนำเอาคำว่า สุภาพบุรุษ กับ ซาตาน มาอยู่ด้วยกันจึงเกิดความขัดกันนั่นเอง

ส่วน Paradox จะเป็นการขัดกันทางความหมายในระดับประโยค พูดง่ายๆคือไม่ใช่แค่คำสองคำมาอยู่ด้วยกันนั่นเอง ซึ่งชื่อนวนิยายหรือชื่อละครก็พบว่ามีในลักษณะนี้เช่นกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ไฟในวายุ

หยดน้ำในตะวัน

จากตัวอย่างข้างต้นเป็นชื่อนวนิยายและละครซึ่งมีลักษณะการตั้งชื่อเรื่องแบบ Paradox โดยนำสองสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้มาไว้ด้วยกัน แต่เป็นในระดับประโยค กล่าวคือไม่ใช่แค่เอาคำ 2 คำมาอยู่ด้วยกันทั้งนั้น เช่น หยดน้ำในตะวัน เมื่อกล่าวถึงตะวัน หรือดวงอาทิตย์ ย่อมนึกถึงความร้อนซึ่งแน่นอนว่าในดวงอาทิตย์ไม่สามารถมีน้ำหรือหยดน้ำอยู่ได้แน่นอน ดังนั้นหยดน้ำที่อยู่ในตะวันจึงเป็นวลีไม่สามารถไปด้วยกันได้นั่นเอง

สรุปง่ายๆอีกครั้งว่า Paradox กับ Oxymoron ก็คล้ายคลึงกันเนื่องจากเป็นการหมายความถึงความขัดกันของความหมาย แต่ Paradox จะพิจารณาระดับประโยค ส่วน Oxymoron จะพิจารณาความขัดกันในระดับคำ...

ปฐมบทของความสัมพันธ์ทางความหมายในแนวนอน (Syntagmatic relation) : Abnormality

เกริ่นนำก่อนว่าคำต่างๆที่ปรากฏในประโยคที่เราพูดกันนี้มีทั้งที่พูดออกมาแล้วคำเหล่านั้นมีความหมายที่ไปด้วยกันได้ (Normal co-occurrence) และในขณะเดียวกันก็มีที่เมื่อพูดออกมาแล้วความหมายไปด้วยกันไม่ได้ (Abnormal co-occurrence) ซึ่งการที่ความหมายไปด้วยกันไม่ได้ในประโยคที่เราพูดนี่เองที่มีความน่าสนใจ แล้วมันจะน่าสนใจยังไง? ต้องติดตาม...

ที่บอกไว้ตอนต้นว่าการที่เราพูดคำออกมาแล้วความหมายมันไปด้วยกันไม่ได้ในประโยคเป็นสิ่งที่น่าสนใจก็เพราะว่า ถ้าพูดแล้วความหมายมันไปด้วยกันได้ทั้งหมดมันก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราพูดแล้วความหมายมันไปด้วยกันไม่ได้ ผู้ฟังฟังแล้วอาจไม่รู้สึกว่าแปลกมากมาย พอรับได้ แต่ในบางครั้งพูดไปแล้วผู้ฟังกลับรู้สึกว่าแปลกมาก ความแปลกนี่เองที่เราน่าจะนำมาศึกษาว่าทำไมผู้ฟังถึงรู้สึกถึง ความแปลก ไม่เหมือนกัน ซึ่งการศึกษาเรื่องความหมายที่ไปด้วยกันไม่ได้ หรือ ไม่ไปด้วยกันในประโยคก็คือการศึกษาเรื่องของ Abnormal co-occurrence หรือ Abnormality นั่นเอง สิ่งที่เราจะพูดถึงเป็นสิ่งแรกเพื่อความเข้าใจเริ่มต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือประเภทของ Abnormality

ประเภทของ Abnormality (Types of Abnormality) สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ Pleonasm และ Semantic clash

Pleonasm เป็นลักษณะของการที่คำมาปรากฏร่วมกันแล้วไม่ได้ก่อให้เกิดความหมายใหม่เพิ่มขึ้นมา แต่กลับทำให้ความหมายซ้ำซ้อนมากขึ้น เช่น โรงเรียนสตรีหญิงล้วน จะเห็นว่าสตรี ก็หมายถึงผู้หญิงอยู่แล้ว โรงเรียนสตรีก็ต้องหมายถึงโรงเรียนรับเฉพาะนักเรียนหญิง ดังนั้นการที่เพิ่มคำว่า หญิงล้วน เข้ามาขยาย โรงเรียนสตรี จึงไม่ก่อให้เกิดความหมายใดเพิ่มเติมแต่เป็นการซ้ำความหมายเดิม

อีกประเภทหนึ่งคือ Semantic clash ซึ่งจะเป็นประเภทของ Abnormality ที่จะกล่าวถึงในบทความถัดไปด้วย Semantic clash คือ การขัดกันของความหมายในประโยค ซึ่งความหมายที่ขัดกันนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. inappropriate คือ ความหมายมีความขัดกันแต่เป็นระดับที่ความขัดกันของความหมายน้อยที่สุด เป็นเพียงความไม่เหมาะสมเท่านั้น แต่สามารถยอมรับในความหมายที่สื่อออกมาได้ เช่น แมวเห่า ซึ่งคำกริยา “เห่า” เป็นกริยาที่มีความหมายถึง การส่งเสียงร้อง,ส่งเสียงดัง แต่กริยาคำนี้เป็นกริยาเฉพาะที่ใช้กับสุนัข เท่านั้น แต่ในกรณีที่ยกตัวอย่าง คำว่า เห่า ถูกนำมาใช้ร่วมกับแมว ไม่ใช่สุนัขอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะหนึ่งของการขัดกันของความหมายในประโยคแต่เป็นระดับที่ใช้คำไม่เหมาะสมเท่านั้น ยังสามารถสื่อความหมายได้แต่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกแปลกๆเท่านั้น

2. paradox หรือที่ในภาษาไทยเรียกว่า ปฏิพจน์ ซึ่งหมายถึงการนำคำที่มีความหมายตรงข้ามกันมาเรียงอยู่ด้วยกัน จัดเป็นการขัดกันของความหมายในประโยคอย่างหนึ่ง ความหมายที่สื่อออกมาจะเป็นความหมายที่ขัดแย้งกันเมื่อฟังแล้วจะรู้สึกถึงความขัดกันมากกว่า semantic clash ประเภท inappropriate เช่น ฝนตกขึ้นฟ้า เป็นการนำเอาคำว่า ตก และ ขึ้น มาเรียงต่อกันซึ่งทำให้ความหมายของประโยคขัดกัน ฝนตก ย่อมหมายถึงหยดน้ำจำนวนมากที่กลั่นตัวจากก้อนเมฆแล้วเคลื่อนที่ลงสู่พื้น แต่ ขึ้นฟ้า แสดงให้เห็นทิศทางจากพื้นเคลื่อนที่สู่ที่สูง ดังนั้น ฝนตกขึ้นฟ้า จึงแสดงให้เห็นความขัดกันในด้านความหมาย สำหรับในหัวข้อนี้จะนำมากล่าวเพิ่มเติมในบทความต่อไป

3. incongruity เป็นประเภทของ semantic clash ที่มีระดับความขัดแย้งกันของความหมายในประโยคมากที่สุด แม้จะไม่ผิดไวยากรณ์แต่เป็นความขัดกันที่ไม่สามารถยอมรับได้ บางครั้งอาจสื่อความหมายไม่ได้เลย ตัวอย่างเช่น ทารกนี้ได้เห็นโลกมาร่วมร้อยปี จะเห็นว่ามีความขัดกันอย่างมากระหว่าง ทารก ซึ่งหมายถึงเด็กแรกเกิด กับ เห็นโลกมาร่วมร้อยปี ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาดที่เด็กแรกเกิดจะเห็นโลกมาเป็นเวลานานนับร้อยปี

สรุปได้ว่า Semantic clash และ Pleonasm คือประเภทของ Abnormality ซึ่ง Semantic clash สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก inappropriate เป็นการขัดกันของความหมายที่น้อยที่สุด paradox และ incongruity ซึ่งเป็นการขัดกันของความหมายมากที่สุด