แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Semantic Relation แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Semantic Relation แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Semantic Relation : ความเหมือนในความต่าง

การที่เราจะแยกแยะสิ่งต่างๆว่าสิ่งไหนคืออะไรเกิดจากการรู้ความแตกต่างของสิ่งเหล่านั้น เช่นเดียวกับที่มนุษย์สามารถบอกความเหมือน และแยกแยะคำต่างๆออกจากกันได้ เพราะมนุษย์รู้ถึงความแตกต่างของความหมายของคำเหล่านั้น ดังนั้นคงไม่ผิดอะไรหากจะกล่าวว่ามนุษย์เข้าใจความหมายของคำศัพท์ได้โดยมีความรู้เรื่องความแตกต่างของคำเป็นพื้นฐานก่อนจากนั้นจึงรู้จักความเหมือนของคำ

คำแต่ละคำในภาษาย่อมมีความแตกต่างกันไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งเสมอแต่ในความแตกต่างนั้นก็ย่อมมีความเหมือนอยู่ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ หญิง-ชาย เมื่อพูดถึงหญิงกับชายเราก็จะเข้าใจทันทีว่าหญิง-ชายเป็นคำตรงข้าม (antonym)กัน เพราะเราสามารถแยกความแตกต่างได้ว่าหญิง-ชาย มีความแตกต่างกันในเรื่อง เพศ โดยเกิดจากการเรียนรู้ลักษณะทางกายภาพของความเป็นหญิงและชาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หญิง-ชายก็ไม่ได้มีเพียงแค่ความต่างเท่านั้นแต่ยังมีความเหมือนกันด้วยซึ่งก็คือเป็น มนุษย์เหมือนกัน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นจะยกตัวอย่างเพื่อแสดงว่าชุดคำในภาษามีทั้งความเหมือนและความต่างดังต่อไปนี้

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าคำศัพท์ทุกคำ ทั้ง Stallion Mare Colt และ Filly ต่างมีความหมายว่า “ม้า” ทั้งสิ้นซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำเหล่านี้มีลักษณะร่วมที่เหมือนกัน หรืออาจกล่าวได้ว่าคำเหล่านี้เป็น Synonym กัน แต่นอกเหนือจากความเหมือนกันแล้วก็ยังพบว่าในชุดคำเดียวกันนี้ยังมีความแตกต่างด้วย ความแตกต่างนั้นเราเรียกกันว่า Antonym ซึ่งการที่เรารู้ว่าคำทั้ง 4 คำข้างต้นต่างกันตรงไหน อย่างไร เพราะเราสามารถใช้ปัจจัยมาแบ่งแยกความหมายของคำศัพท์เหล่านั้นได้ ปัจจัยที่นำมาใช้แยกแยะคำศัพท์ข้างต้น และชี้ให้เห็นความแตกต่างของสิ่งคือ ปัจจัยเพศ (Sex) และปัจจัยอายุ (Age)

ความแตกต่างในเรื่องเพศ (Sex) สามารถอธิบายได้ว่า ในชุดคำที่มีความหมายว่า “ม้า” ซึ่งประกอบด้วยคำว่า stallion colt mare และ filly สามารถแยกชุดคำได้เป็น 2 ชุดคำโดยใช้ความแตกต่างด้านเพศ (Sex) ในการแบ่ง ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

- stallion และ colt หมายถึง ม้าเพศผู้

- mare และ filly หมายถึง ม้าเพศเมีย

นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างในเรื่องอายุ (Age) ซึ่งจะพบว่า ในชุดคำที่มีความหมายว่า “ม้า” นี้ สามารถแยกชุดคำได้เป็น 2 ชุดเช่นกัน โดยใช้ความแตกต่างด้านอายุ (Sex) ในการแบ่ง ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

- stallion และ mare หมายถึง ม้าที่โตเต็มวัย

- colt และ filly หมายถึง ลูกม้า

จากคำอธิบายข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า คำศัพท์ชุดหนึ่งนั้นจะมีทั้งความเหมือน (Synonym) และความแตกต่าง (Antonym) ซึ่งคนเรามักจะเรียนรู้ความหมายของคำจากความแตกต่างของคำก่อน หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คนเราเรียนรู้ antonym ก่อนจึงเรียนรู้จัก synonym อีกทั้งเราจะแยกแยะและเห็นถึงความแตกต่างของความหมายของคำได้นั้น เราจะต้องใช้ปัจจัยต่างๆเพื่อมาแยกแยะความแตกต่างของชุดคำต่างๆนั่นเอง


Semantic Relation: Meronymy

Meronymy เป็นความความสัมพันธ์ทางความหมายในรูปแบบสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึง ซึ่งความสัมพันธ์ทางความหมายในลักษณะนี้ เป็นความสัมพันธ์ทางความหมายที่มีลักษณะ IS – A – PART – OF หรือเป็นส่วนของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง (Murphy, 2003: 230)

ลักษณะของความสัมพันธ์แบบนี้ถึงแม้จะดูเหมือนว่ามีส่วนคล้ายกันกับ Hyponymy อยู่บ้าง แต่จริงๆแล้วมันไม่เหมือนกันเอาซะเลย และยังไม่สามารถนำมาเขียนความสัมพันธ์แบบมีลำดับขั้นได้ด้วย แล้วสงสัยหรือไม่ว่าการเขียนความสัมพันธ์แบบนี้ให้ออกมาเป็นแผนภูมิจะเขียนอย่างไร เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนเรามาดูจากแผนภูมิพร้อมกับการอธิบายถึงความสัมพันธ์แบบ Meronymy เลยนะคะ

จากกลุ่มคำศัพท์ แขน ขา จมูก ปาก ตา เท้า มือ ศีรษะ หู ถ้ามองในลักษณะความสัมพันธ์แบบนี้จะเขียนแผนภูมิได้ดังนี้

ในแผนภูมิไม่ได้ปรากฏลักษณะที่เป็น hierarchy เพราะไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบลำดับขั้น แต่จากแผนภูมิจะเห็นได้ว่าทุกคำเป็น meronymy ของ ร่างกาย เพราะคำว่า แขน ขา จมูก ปาก ตา เท้า มือ ศีรษะ หู เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในร่างกายเรา ส่วนคำว่าร่างกาย หมายถึงภาพรวมของ แขน ขา จมูก ปาก ตา เท้า มือ ศีรษะ หู ดังนั้น ร่างกาย จึงเป็น Holonymy ซึ่งมีความหมายเท่ากับ Whole นั่นเอง

จากแนวคิดในเรื่องของ Semantic Relation ทั้งส่วนที่เป็น Synonymy Antonymy Hyponymy และ Meronymy เราสามารถนำมาใช้ในการจัดกลุ่มของคำศัพท์ได้ ส่วนใครที่สนใจก็อย่าลืมนำแนวคิดนี้ไปใช้กันนะคะ


Semantic Relation: Hyponymy

ความสัมพันธ์ทางความหมายอีกลักษณะหนึ่งคือความสัมพันธ์ทางความหมายที่เรียกว่า Hyponymy ซึ่ง Murphy (2003: 220) ได้ให้ความหมายของ hyponymy ว่าเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะ IS – A – KIND – OF หรือ เป็นชนิดของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ความสัมพันธ์แบบ hyponymy จัดเป็นความสัมพันที่แบบ hierarchy หรือ มีลักษณะเป็นลำดับขั้นโดยสามารถเขียนอธิบายด้วยแผนภูมิที่มีลำดับขั้น เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นจะขออธิบายจากตัวอย่างนี้

จากแผนภูมิด้านบนเป็นชนิดของแกะ(sheep) ซึ่งหากอธิบายตามลักษณะของ Hyponym แล้วจะอธิบายได้ว่า Ram, Ewe และ Lamb เป็นชนิดของแกะ (sheep) กล่าวได้ว่า Ram, Ewe และ Lamb เป็น Hyponymy ของ Sheep นั่นเอง โดยทั้ง 3 คำนี้เป็นคำที่อยู่ในระดับเดียวกันทั้งหมด ซึ่งการที่อยู่ในระดับเดียวกันนั้นก็จะมีลักษณะที่ร่วมกัน จึงเรียก Ram, Ewe และ Lamb ว่าเป็น Co-Hyponymy ขณะเดียวกันนั้นหากมองจากแผนภาพที่ปรากฏนั้น คำที่อยู่ด้านบานสุดคือ Sheep ซึ่งในทางภาษาศาสตร์เรียกคำนี้ว่าเป็น Hyperonym


นอกเหนือจากนี้ การที่ Hyperonymy บางตัวสามารถเป็น Hyponymy ของตัวมันเองได้ เราจะเรียกคำนั้นว่า Auto – hyponymy เช่น

Dog ที่อยู่ในตำแหน่งของ Hyperonym เป็น Dog ที่อยู่ในส่วนที่เป็น Hyponymy เพราะฉะนั้น Dog เป็น Auto – hyponymy

ความสัมพันธ์ทางความหมายในแบบอื่นจะมีอีกหรือไม่ โปรดติดตามต่อไป...


Semantic Relation: Antonymy

ต่อจากคราวที่แล้ว เราได้พูดถึงคำที่มีความหมายเหมือนกัน หรือ Synonymy คราวนี้จะขอกล่าวถึงคำถามที่ทิ้งท้ายเอาไว้ ว่านอกเหนือจากความสัมพันธ์ที่มีลักษณะแบบ Synonymy แล้ว ยังมีความสัมพันธ์ทางความหมายแบบอื่นอีกหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือ “มีอย่างแน่นอน” และนั่นก็คือความสัมพันธ์ที่มีลักษณะแบบ Antonymy

Antonymy เป็นความสัมพันธ์ทางความหมายที่เป็นลักษณะที่ตรงข้ามกับ Synonymy กล่าวคือ เป็นคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกัน อย่างเช่น “ร้อน” ก็ตรงข้ามกับ “เย็น” หรือ “ขาว” ก็ตรงข้ามกับ “ดำ” เป็นต้น ลักษณะของ Antonymy เป็นลักษณะที่เป็นคู่ข้างต้นเรียกว่า Binary (Cruse, 2000) ซึ่งสามารถแบ่งประเภทได้ 4 แบบ คือ

1. Coincidence คือคำในกลุ่มเดียวกันกล่าวคือเป็นสมาชิกของกลุ่มเดียวกันนั่นเอง โดยที่แสดงความหมายที่ตรงกันข้าม เช่น แขน – ขา ซึ่งเป็นคำศัพท์ในกลุ่มที่เป็นส่วนของร่างกาย

2. Scalar Opposition เป็นการอธิบายถึงความตรงกันข้ามของทิศทางในระนาบเดียว เนื่องจากในหนึ่งระนาบจะมีทิศทางเพียง 2 ทิศทางเท่านั้น ซึ่งantonym แบบนี้เป็นลักษณะของความตรงกันข้ามที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น ซ้าย – ขวา, สูง – เตี้ย, กว้าง – แคบ หรือ ร้อน – เย็น

3. Negative Morphology เป็น antonymy ที่มีหน่วยคำปฏิเสธเพื่อบอกถึงความตรงกันข้าม เช่น correct – incorrect, legal – illegal เป็ต้น

4. Binarity’s Sake นอกเหนือจาก antonymy ที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีคำที่มีความหมายตรงกันข้ามที่แสดงถึงลักษณะของประโยชน์ หรือ เป็นวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมาย เช่น หวาน – เปรี้ยว, สุข – เศร้า,
ขึ้น – ลง เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ดีความสัมพันธ์ทางความหมายนอกจากจะมีความสัมพันธ์ทางความหมายที่เป็นคู่ตรงข้ามกันแล้วยังมีลักษณะของความสำคัญทางความหมายในลักษณะอื่นอีกหรือไม่อย่างไร ติดตามในบทความต่อไปนะคะ

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

Semantic Relation: Synonymy


ผู้เรียนภาษาหลายคนคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้พจนานุกรมนั้นสำคัญมาก เพราะการเรียนรู้ภาษาใดๆ เราจำเป็นที่จะรู้ความหมายของคำที่ปรากฏอยู่ในประโยค และสิ่งที่ช่วยให้เรารู้ความหมายของคำได้ คือ พจนานุกรมซึ่งช่วยให้เราเลือกใช้คำได้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนภาษาต่างประเทศ

จากประสบการณ์ส่วนตัวในการเรียนภาษาอังกฤษ เมื่อจำเป็นต้องเลือกใช้คำๆ หนึ่ง ให้เหมาะสม วิธีการเปิดหาคำศัพท์หลักเพื่อที่จะดูการใช้และคำที่มีความหมายคล้ายๆกัน นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะคำที่มีความหมายคล้ายกันจะกลายมาเป็นตัวเลือกอีกตัว ซึ่งในส่วนของคำที่มีความหมายคล้ายกันนี่เอง เป็นตัวเลือกที่ช่วยให้เราใช้คำได้เหมาะสมมากที่สุด

พจนานุกรมทั่วๆไปหรือแม้แต่พจนานุกรมอิเล็กทรอนิกหรือ Talking Dictionary จะปรากฏคำหลักและคำที่มีความหมายคล้ายๆกัน โดยเรียกคำที่มีความหมายคล้ายกันว่า Synonym นั่นเอง ถ้าคำ A เป็น Synonym ของคำ B เราจะเรียกสภาพของความเหมือนนี้ว่า Synonymy ซึ่งตามแนวคิดของ Murphy (134: 2003) Synonym เป็นลักษณะของความสัมพันธ์ทางความหมาย (Semantic Relation) แบบหนึ่ง ซึ่ง Murphy ได้ให้ความหมายของ synonymy ว่า กลุ่มของคำที่มีความหมายเหมือนกันแต่มีรูป (Form) แตกต่างกัน และคำที่เป็น Synonym กันต้องสามารถแทนที่ในประโยคเดียวกันได้ด้วย เช่น

I would like to buy this book

I would like to purchase this book

จากประโยคในภาษาอังกฤษนี้จะเห็นได้ว่า buy และ purchase มีรูป (form) ที่แตกต่างกัน แต่มีความหมายเดียวกันคือซื้อ และยังสามารถใช้แทนในประโยคที่มีใจความเดียวกันได้ ดังนั้นคำว่า buy และ purchase จึงเป็น synonym กัน หรือในภาษาไทยที่เราพบในชีวิตประจำวัน เช่น

เธอไปรับประทานข้าวกับครอบครัวของเธอ

เธอไปกินข้าวกับครอบครัวของเธอ

เห็นได้ชัดเจนว่าคำว่า กิน และ รับประทาน สามารถใช้แทนในประโยคเดียวกันได้ เพราะมีความหมายเดียวกัน แต่ต่างกันที่รูป หรือ form นั่นเอง ทั้งสองคำนี้จึงเป็น synonym ซึ่งกันและกัน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของคำที่มีความหมายเหมือนกันเท่านั้น แต่ลองคิดดูซิว่า...นอกจากเราจะสามารถพบเจอคำที่มีความหมายเหมือนแล้ว เราจะพบลักษณะของความสัมพันธ์ทางความหมายแบบอื่นๆ อีกหรือไม่?