วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Summary of Aspect

บทความนี้จะขอสรุปเรื่อง Aspect หรือการณ์ลักษณะ จากที่เรียนมาในห้องเรียนอรรถศาสตร์ค่ะ

การณ์ลักษณะเป็นความเกี่ยวเนื่องกันของเหตุการณ์ ว่า เป็นเหตุการณ์ที่ลุล่วงหรือยังไม่ลุล่วง และกินเวลาหรือไม่กินเวลาซึ่งประกอบด้วย 6 ประเภทหลักๆ คือ

1. Perfective-Imperfective

Perfective คือ เหตุการณ์ที่สำเร็จลุล่วงไปแล้ว มีขอบเขตหรือจุดจบที่ชัดเจน เช่น

สมปองอ่านหนังสือแล้ว

Imperfective คือ เหตุการณ์ที่ยังไม่สำเร็จลุล่วง ยังไม่จบหรือยังไม่เห็นขอบเขตที่ชัดเจน เช่น

สมปองอ่านหนังสืออยู่

2. Telic-Atelic

Telic คือ เหตุการณ์ที่มีจุดหมายหรือขอบเขตชัดเจนและมีกระบวนการณ์ซึ่งนำไปสู่ผล เช่น

สุดใจนั่งเครื่องบินไปภูเก็ต

Atelic คือ เหตุการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องระบุจุดหมายและไม่มีกระบวนการ เช่น

สุดใจถึงภูเก็ต

3. Punctual-Durative

Punctual คือ การกระทำที่เกิดขึ้นโดยไม่กินช่วงเวลา เช่น

กระปุกได้รับคุ้กกี้

Durative คือการกระทำที่ผ่านหรือกินช่วงเวลา เช่น

กระปุกกินคุ้กกี้

4. Semelfective-Iterative

Semelfective คือ การกระทำที่ทำเพียงครั้งเดียว เช่น

สมจิตรบีบหัวไหล่สมใจ

Iterative คือ การกระทำที่ทำอย่างเดิมแบบต่อเนื่องหลายครั้ง เช่น

สมจิตรนวดหัวไหล่สมใจ (นวด คือ การบีบหลายๆ ครั้ง)

5. Progressive คือ การกระทำที่กำลังดำเนินไปข้างหน้า เช่น สาลิกากำลังดูโทรทัศน์

6. Habitual คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เช่น สาลิกาดูโทรทัศน์ทุกวันหลังเลิกเรียน

นอกจากนี้ยังมีการณ์ลักษณะย่อยอีก 5 ชนิด ได้แก่

1. Inception คือการเน้นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ เช่น สมใจเพิ่งเริ่มเขียนจดหมาย

2. Terminative คือ การเน้นจุดสุดท้ายของเหตุการณ์ เช่น สมใจเพิ่งเขียนจดหมายเสร็จ

3. Prospective คือ การเน้นจุดก่อนที่จะถึงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์

4. Retrospective คือ การเน้นจุดหลังจากจุดสุดท้ายของเหตุการณ์

5. Intensive คือ เหตุการณ์จะถูกขยายหรือการดำเนินการกับระดับของความรุนแรงหรืออัตราที่มากกว่าปกติ เช่น เขารีบวิ่งไปโรงเรียน, รถคันนี้ใช้ได้เลย


ความหมายของ “ออก” ในฐานะ คำหลายความหมาย


“ออก” เป็นคำที่สามารถปรากฏได้หลายตำแหน่งในประโยคและมีความหลากหลายความหมาย

การศึกษาเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ออก” นั้น ที่ผ่านมาพบว่ามีเพียงงานของ กาจบัณฑิต วงศ์ศรี (2547) ที่ศึกษา เครือข่ายความหมายของคำว่า “ออก” ในภาษาไทย : การศึกษาแนวอรรถศาสตร์ปริชาน เพื่อจำแนกความหมายของคำว่า “ออก” วิเคราะห์มโนทัศน์ของ ความหมายและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความหมายและใช้แนวคิดอุปลักษณ์และนามนัยในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความหมาย

ผลการศึกษาพบว่า คำว่า “ออก” มีความหมายหลากหลายถึง 10 ความหมายได้แก่ การเคลื่อนที่จากภายในสู่ภายนอกซึ่งเป็นความหมายพื้น ฐาน เช่น น้องออกจากห้องครัว ส่วนความหมายที่เหลือได้แก่ การเริ่มต้นการกระทำ การเลิกสมาคม การพ้นสภาพ การทำให้เกิดชีวิตใหม่ การสร้างให้เกิดขึ้น การจ่าย ความสำเร็จ การประมาณค่อนข้าง และความชัดเจน นั้นเป็นลักษณะของการขยายความหมายจากความหมายพื้นฐานเชิงอุปลักษณ์และนามนัย เช่น ผู้ชายต้องออกไปรบ ใครไม่ทำต้องออกจากกลุ่ม เราจะออกจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร พืชผักออกผลให้เรากินตามฤดูกาล มานะออกเงินค่ารถให้มานี ข้าพอจะดูเอ็งออกว่าเอ็งคงไม่ทำอย่างนั้น แกออกจะเพี้ยนอยู่นะ เสื้อตัวนั้นสวยดีออก ตามลำดับ

การศึกษานี้ชวนให้คิดว่า คำที่มีหลายความหมายอาจมาจากความหมายพื้นฐานเพียงความหมายเดียวแล้วมีการขยายความหมายโดยการอุปลักษณ์และนามนัยตามมโนทัศน์ของผู้ใช้

อ้างอิงค์

กาจบัณฑิต วงศ์ศรี. (2547). เครือข่ายความหมายของคำว่า “ออก” ในภาษาไทย : การศึกษาแนวอรรถศาสตร์ปริชาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Semantic structure of adjectives, adverbs and prepositions

Semantic structure of adjectives, adverbs and prepositions
          Non-time relationships refer to the quiescent, stable and single relationships between entities, this kind of relations have time stability, do not consume time. To some extent, non-time relationships are contrasted with process relationship (the relationships which have to take time, have less time stability).
          According to Lackoff, if a word’s semantic expresses non-time relationship, has a feature that time stability, and its emitter is an entity, then the word is an adjective. For example, “the blue sky”, “blue” is a simple non-time relationship, has time stability. And the emitter is “blue” is a kind of color (entity). To say it in detail, as a color, blue needs a carrier (the sky) to attach to, demonstration of sky makes the blue more detail and specific.
           If a word’s semantic pole has stability of time, but emitter is progress, then the word is an adverb. For example, “he walks fast”, “fast” is non-time relationship, it does not consume time, but the carrier of “fast” is a verb (walk) which is a progress consuming a certain time, then the word “fast” is an adverb.
          If a word’s semantic pole is stable in time, the landmark is entity, then the word is preposition. For example, “Tom is with Mary”, “with” is a simple non-time relationship, the landmark is “Mary”, then “with” is a preposition. Symbolic of preposition expression have both the functions of adjective and adverb. For instance,
                  a man like Napo leon.
                  Cut the paper with knife.
       “Like Napo leon” in this sentence is the same as an adjective, because the land mark is entity; “with knife” in the instance has a feature as adverb, because  the emitter is progress.

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Agent VS. Author “ผู้กระทำ” ที่แตกต่าง

Agent และ Author เป็น term ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของ Thematic role เพื่อความเข้าใจก็คงต้องย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องของ Thematic role เสียก่อน Thematic role มีหลายชื่อที่เรียก เช่น Semantic case , Semantic role , Semantic relation เป็นต้น ซึ่ง Thematic role จะเป็นความสัมพันธ์ทางความหมายที่เชื่อ Entities กับ Events Thematic Role มีทั้งหมด 12 ชนิด ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ participant และ nonparticipant ซึ่งส่วน participant ก็จะมี participant role ในขณะเดียวกัน nonparticipant ก็จะมี nonparticipant role เช่นกัน ส่วนที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้คือส่วนที่เป็น participant role

Participant roles แบ่งได้เป็นประเภทย่อยๆ 9 ประเภท หนึ่งในนั้นคือ Logical Actors ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ Agent และ Author ที่จะกล่าวถึง เนื่องจาก Logical Actors หมายถึงผู้กระทำ ซึ่งแบ่งย่อยเป็น Agent และ Author สงสัยมั๊ยว่า ในเมื่อทั้ง Agent และ Author ต่างก็หมายถึงผู้กระทำเช่นเดียวกัน แล้วเพราะเหตุใดประธานบางตัวกำหนดเป็น Agent ในขณะที่บางตัวกำหนดให้เป็น Author ถ้าสงสัยเราจะมาไขข้อข้องใจกัน ณ บัดนี้

ความแตกต่างของ Agent และ Author อยู่ที่ว่า Agent จะหมายถึงผู้กระทำที่เป็นสิ่งมีชีวิต (Animate) ซึ่งโดยปกติมักจะเป็นมนุษย์ Agent จะต้องเป็นผู้กระทำที่มีเจตนา มีความตั้งใจในการกระทำกริยา ในขณะที่ Author จะหมายถึงผู้กระทำเช่นเดียวกัน แต่เป็นผู้กระทำที่ไม่สามารถคิด พิจารณาหรือไตร่ตรองก่อนทำกริยา และมักจะเป็น สิ่งไม่มีชีวิต (Inanimate) สามารถสรุปเป็นเกณฑ์สำหรับพิจารณาได้ดังนี้

Agent : ผู้กระทำ [+ชีวิต]

[+ เจตนา]

Author : ผู้กระทำ [-ชีวิต]

[-เจตนา]

ตัวอย่างประโยคที่ประธานเป็น Agent และ Author มีดังต่อไปนี้

นิ้งปั่นจักรยาน

จากประโยคนี้ นิ้ง เป็นผู้กระทำกริยา ปั่น” (จักรยาน) ซึ่ง “นิ้ง” เป็นผู้กระทำที่มีชีวิต (มนุษย์) ซึ่งมีเจตนาในการกระทำกริยา ดังนั้น “นิ้ง” เป็น Agent

รถแล่นบนถนน

จากประโยคนี้ รถ เป็นผู้กระทำกริยา แล่น” (บนถนน) ซึ่ง “รถ” เป็นผู้กระทำที่ไม่มีชีวิต ไม่มีเจตนาในการกระทำกริยา ดังนั้น “รถ” จึงเป็น Author

นอกจากจะพิจารณาจากเกณฑ์ข้างต้นเพื่อแยกแยะความแตกต่างของ Agent กับ Author แล้ว ยังพบว่า Agent และ Author ยังมีความสัมพันธ์กับคำกริยาด้วย เช่น เมื่อพูดประโยคที่ว่า “ดำฆ่าแดง” กริยา “ฆ่า” ต้องการประธานที่เป็น Agent ซึ่งจากประโยคดังกล่าว “ดำ” เป็นผู้กระทำที่เป็นมนุษย์ มีเจตนา ดังนั้น “ดำ” เป็น Agent ซึ่งสอดรับกับกริยา “ฆ่า” ประโยคนี้จึงสมบูรณ์

ทุติยบท ของความสัมพันธ์ทางความหมายในแนวนอน : ความแตกต่างระหว่าง Paradox กับ Oxymoron

จากบทความที่ผ่านมาได้เกริ่นนำเกี่ยวกับเรื่องของ Semantic clash ไว้ว่ามีอยู่ 3 ระดับ Paradox เป็นหนึ่งในสามระดับนั้น ดังที่กล่าวไว้ในบทความที่ผ่านมาว่า Paradox ในภาษาไทยเรียกว่า ปฏิพจน์ ซึ่งหมายถึงการนำคำที่มีความหมายตรงข้ามกันมาเรียงอยู่ด้วยกัน แต่สิ่งที่จะเพิ่มเติมในบทความนี้ก็คือ อันที่จริงแล้วการขัดกันของความหมายในระดับคำ หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การนำเอาคำที่ขัดแย้งกันมาเรียงต่อกันนั้นไม่ใช่ลักษณะของ Paradox แต่เป็นลักษณะของ Oxymoron แล้วอย่างนี้ Paradox จะแตกต่างจาก Oxymoron อย่างไหรหนอ

หลายคนอาจแยกแยะความแตกต่างระหว่าง Paradox และ Oxymoron ได้อย่างยากเย็น เพราะดูไปดูมามันก็คล้ายๆกันละน่า มันก็เป็นการนำเอาคำที่มีความหมายขัดแย้งกันมาอยู่ด้วยกัน แต่อันที่จริงเราก็มีวิธีพิจารณาความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ซึ่งก็คือ Paradox จะเป็นการนำสองสิ่งที่ความหมายไม่ไปด้วยกันมาไว้ด้วยกัน ซึ่ง Paradox จะเป็นการพิจารณาในระดับประโยค หรือย่อหน้า ส่วน Oxymoron จะเป็นการนำเอาคำเพียง 2 คำที่ขัดแย้งกันหรือมีความหมายตรงข้ามกันมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นการพิจารณาในระดับคำเท่านั้น สรุปได้ว่า Paradox และ Oxymoron มีความแตกต่างกันตรงที่ Paradox เน้นที่ระดับประโยคในขณะที่ Oxymoron จะเน้นที่ระดับคำนั่นเอง

Paradox และ Oxymoron จะพบมากในการนำมาตั้งชื่อนวนิยาย หรือชื่อละครโทรทัศน์ ซึ่งในบทความนี้จะใช้ชื่อนวนิยายในการยกตัวอย่าง

เริ่มที่ Oxymoron กันก่อน ดังที่กล่าวมาแล้วว่า Oxymoron จะเน้นความขัดแย้งกันในระดับคำ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ฆาตกรกามเทพ ทะเลหวาน

น้ำตาลขม พยาบาทหวาน

พริกหวานน้ำตาลเผ็ด สุภาพบุรุษซาตาน

จากตัวอย่างข้างต้นเป็นชื่อนวนิยายและละครซึ่งมีลักษณะการตั้งชื่อเรื่องแบบ Oxymoron โดยนำคำ 2 คำที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเองและความหมายของทั้งสองคำนั้นมีความขัดแย้งกันเองมาอยู่ด้วยกัน เช่น สุภาพบุรุษซาตาน เมื่อพูดถึง สุภาพบุรุษ ย่อมนึกถึงผู้ชายที่ให้เกียรติผู้หญิง เป็นผู้ชายที่ดี สุภาพ แต่เมื่อพูดถึง ซาตาน จะให้ภาพที่โหดร้าย ดังนั้นการนำเอาคำว่า สุภาพบุรุษ กับ ซาตาน มาอยู่ด้วยกันจึงเกิดความขัดกันนั่นเอง

ส่วน Paradox จะเป็นการขัดกันทางความหมายในระดับประโยค พูดง่ายๆคือไม่ใช่แค่คำสองคำมาอยู่ด้วยกันนั่นเอง ซึ่งชื่อนวนิยายหรือชื่อละครก็พบว่ามีในลักษณะนี้เช่นกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ไฟในวายุ

หยดน้ำในตะวัน

จากตัวอย่างข้างต้นเป็นชื่อนวนิยายและละครซึ่งมีลักษณะการตั้งชื่อเรื่องแบบ Paradox โดยนำสองสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้มาไว้ด้วยกัน แต่เป็นในระดับประโยค กล่าวคือไม่ใช่แค่เอาคำ 2 คำมาอยู่ด้วยกันทั้งนั้น เช่น หยดน้ำในตะวัน เมื่อกล่าวถึงตะวัน หรือดวงอาทิตย์ ย่อมนึกถึงความร้อนซึ่งแน่นอนว่าในดวงอาทิตย์ไม่สามารถมีน้ำหรือหยดน้ำอยู่ได้แน่นอน ดังนั้นหยดน้ำที่อยู่ในตะวันจึงเป็นวลีไม่สามารถไปด้วยกันได้นั่นเอง

สรุปง่ายๆอีกครั้งว่า Paradox กับ Oxymoron ก็คล้ายคลึงกันเนื่องจากเป็นการหมายความถึงความขัดกันของความหมาย แต่ Paradox จะพิจารณาระดับประโยค ส่วน Oxymoron จะพิจารณาความขัดกันในระดับคำ...

ปฐมบทของความสัมพันธ์ทางความหมายในแนวนอน (Syntagmatic relation) : Abnormality

เกริ่นนำก่อนว่าคำต่างๆที่ปรากฏในประโยคที่เราพูดกันนี้มีทั้งที่พูดออกมาแล้วคำเหล่านั้นมีความหมายที่ไปด้วยกันได้ (Normal co-occurrence) และในขณะเดียวกันก็มีที่เมื่อพูดออกมาแล้วความหมายไปด้วยกันไม่ได้ (Abnormal co-occurrence) ซึ่งการที่ความหมายไปด้วยกันไม่ได้ในประโยคที่เราพูดนี่เองที่มีความน่าสนใจ แล้วมันจะน่าสนใจยังไง? ต้องติดตาม...

ที่บอกไว้ตอนต้นว่าการที่เราพูดคำออกมาแล้วความหมายมันไปด้วยกันไม่ได้ในประโยคเป็นสิ่งที่น่าสนใจก็เพราะว่า ถ้าพูดแล้วความหมายมันไปด้วยกันได้ทั้งหมดมันก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราพูดแล้วความหมายมันไปด้วยกันไม่ได้ ผู้ฟังฟังแล้วอาจไม่รู้สึกว่าแปลกมากมาย พอรับได้ แต่ในบางครั้งพูดไปแล้วผู้ฟังกลับรู้สึกว่าแปลกมาก ความแปลกนี่เองที่เราน่าจะนำมาศึกษาว่าทำไมผู้ฟังถึงรู้สึกถึง ความแปลก ไม่เหมือนกัน ซึ่งการศึกษาเรื่องความหมายที่ไปด้วยกันไม่ได้ หรือ ไม่ไปด้วยกันในประโยคก็คือการศึกษาเรื่องของ Abnormal co-occurrence หรือ Abnormality นั่นเอง สิ่งที่เราจะพูดถึงเป็นสิ่งแรกเพื่อความเข้าใจเริ่มต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือประเภทของ Abnormality

ประเภทของ Abnormality (Types of Abnormality) สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ Pleonasm และ Semantic clash

Pleonasm เป็นลักษณะของการที่คำมาปรากฏร่วมกันแล้วไม่ได้ก่อให้เกิดความหมายใหม่เพิ่มขึ้นมา แต่กลับทำให้ความหมายซ้ำซ้อนมากขึ้น เช่น โรงเรียนสตรีหญิงล้วน จะเห็นว่าสตรี ก็หมายถึงผู้หญิงอยู่แล้ว โรงเรียนสตรีก็ต้องหมายถึงโรงเรียนรับเฉพาะนักเรียนหญิง ดังนั้นการที่เพิ่มคำว่า หญิงล้วน เข้ามาขยาย โรงเรียนสตรี จึงไม่ก่อให้เกิดความหมายใดเพิ่มเติมแต่เป็นการซ้ำความหมายเดิม

อีกประเภทหนึ่งคือ Semantic clash ซึ่งจะเป็นประเภทของ Abnormality ที่จะกล่าวถึงในบทความถัดไปด้วย Semantic clash คือ การขัดกันของความหมายในประโยค ซึ่งความหมายที่ขัดกันนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. inappropriate คือ ความหมายมีความขัดกันแต่เป็นระดับที่ความขัดกันของความหมายน้อยที่สุด เป็นเพียงความไม่เหมาะสมเท่านั้น แต่สามารถยอมรับในความหมายที่สื่อออกมาได้ เช่น แมวเห่า ซึ่งคำกริยา “เห่า” เป็นกริยาที่มีความหมายถึง การส่งเสียงร้อง,ส่งเสียงดัง แต่กริยาคำนี้เป็นกริยาเฉพาะที่ใช้กับสุนัข เท่านั้น แต่ในกรณีที่ยกตัวอย่าง คำว่า เห่า ถูกนำมาใช้ร่วมกับแมว ไม่ใช่สุนัขอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะหนึ่งของการขัดกันของความหมายในประโยคแต่เป็นระดับที่ใช้คำไม่เหมาะสมเท่านั้น ยังสามารถสื่อความหมายได้แต่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกแปลกๆเท่านั้น

2. paradox หรือที่ในภาษาไทยเรียกว่า ปฏิพจน์ ซึ่งหมายถึงการนำคำที่มีความหมายตรงข้ามกันมาเรียงอยู่ด้วยกัน จัดเป็นการขัดกันของความหมายในประโยคอย่างหนึ่ง ความหมายที่สื่อออกมาจะเป็นความหมายที่ขัดแย้งกันเมื่อฟังแล้วจะรู้สึกถึงความขัดกันมากกว่า semantic clash ประเภท inappropriate เช่น ฝนตกขึ้นฟ้า เป็นการนำเอาคำว่า ตก และ ขึ้น มาเรียงต่อกันซึ่งทำให้ความหมายของประโยคขัดกัน ฝนตก ย่อมหมายถึงหยดน้ำจำนวนมากที่กลั่นตัวจากก้อนเมฆแล้วเคลื่อนที่ลงสู่พื้น แต่ ขึ้นฟ้า แสดงให้เห็นทิศทางจากพื้นเคลื่อนที่สู่ที่สูง ดังนั้น ฝนตกขึ้นฟ้า จึงแสดงให้เห็นความขัดกันในด้านความหมาย สำหรับในหัวข้อนี้จะนำมากล่าวเพิ่มเติมในบทความต่อไป

3. incongruity เป็นประเภทของ semantic clash ที่มีระดับความขัดแย้งกันของความหมายในประโยคมากที่สุด แม้จะไม่ผิดไวยากรณ์แต่เป็นความขัดกันที่ไม่สามารถยอมรับได้ บางครั้งอาจสื่อความหมายไม่ได้เลย ตัวอย่างเช่น ทารกนี้ได้เห็นโลกมาร่วมร้อยปี จะเห็นว่ามีความขัดกันอย่างมากระหว่าง ทารก ซึ่งหมายถึงเด็กแรกเกิด กับ เห็นโลกมาร่วมร้อยปี ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาดที่เด็กแรกเกิดจะเห็นโลกมาเป็นเวลานานนับร้อยปี

สรุปได้ว่า Semantic clash และ Pleonasm คือประเภทของ Abnormality ซึ่ง Semantic clash สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก inappropriate เป็นการขัดกันของความหมายที่น้อยที่สุด paradox และ incongruity ซึ่งเป็นการขัดกันของความหมายมากที่สุด

Semantic Relation : ความเหมือนในความต่าง

การที่เราจะแยกแยะสิ่งต่างๆว่าสิ่งไหนคืออะไรเกิดจากการรู้ความแตกต่างของสิ่งเหล่านั้น เช่นเดียวกับที่มนุษย์สามารถบอกความเหมือน และแยกแยะคำต่างๆออกจากกันได้ เพราะมนุษย์รู้ถึงความแตกต่างของความหมายของคำเหล่านั้น ดังนั้นคงไม่ผิดอะไรหากจะกล่าวว่ามนุษย์เข้าใจความหมายของคำศัพท์ได้โดยมีความรู้เรื่องความแตกต่างของคำเป็นพื้นฐานก่อนจากนั้นจึงรู้จักความเหมือนของคำ

คำแต่ละคำในภาษาย่อมมีความแตกต่างกันไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งเสมอแต่ในความแตกต่างนั้นก็ย่อมมีความเหมือนอยู่ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ หญิง-ชาย เมื่อพูดถึงหญิงกับชายเราก็จะเข้าใจทันทีว่าหญิง-ชายเป็นคำตรงข้าม (antonym)กัน เพราะเราสามารถแยกความแตกต่างได้ว่าหญิง-ชาย มีความแตกต่างกันในเรื่อง เพศ โดยเกิดจากการเรียนรู้ลักษณะทางกายภาพของความเป็นหญิงและชาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หญิง-ชายก็ไม่ได้มีเพียงแค่ความต่างเท่านั้นแต่ยังมีความเหมือนกันด้วยซึ่งก็คือเป็น มนุษย์เหมือนกัน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นจะยกตัวอย่างเพื่อแสดงว่าชุดคำในภาษามีทั้งความเหมือนและความต่างดังต่อไปนี้

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าคำศัพท์ทุกคำ ทั้ง Stallion Mare Colt และ Filly ต่างมีความหมายว่า “ม้า” ทั้งสิ้นซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำเหล่านี้มีลักษณะร่วมที่เหมือนกัน หรืออาจกล่าวได้ว่าคำเหล่านี้เป็น Synonym กัน แต่นอกเหนือจากความเหมือนกันแล้วก็ยังพบว่าในชุดคำเดียวกันนี้ยังมีความแตกต่างด้วย ความแตกต่างนั้นเราเรียกกันว่า Antonym ซึ่งการที่เรารู้ว่าคำทั้ง 4 คำข้างต้นต่างกันตรงไหน อย่างไร เพราะเราสามารถใช้ปัจจัยมาแบ่งแยกความหมายของคำศัพท์เหล่านั้นได้ ปัจจัยที่นำมาใช้แยกแยะคำศัพท์ข้างต้น และชี้ให้เห็นความแตกต่างของสิ่งคือ ปัจจัยเพศ (Sex) และปัจจัยอายุ (Age)

ความแตกต่างในเรื่องเพศ (Sex) สามารถอธิบายได้ว่า ในชุดคำที่มีความหมายว่า “ม้า” ซึ่งประกอบด้วยคำว่า stallion colt mare และ filly สามารถแยกชุดคำได้เป็น 2 ชุดคำโดยใช้ความแตกต่างด้านเพศ (Sex) ในการแบ่ง ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

- stallion และ colt หมายถึง ม้าเพศผู้

- mare และ filly หมายถึง ม้าเพศเมีย

นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างในเรื่องอายุ (Age) ซึ่งจะพบว่า ในชุดคำที่มีความหมายว่า “ม้า” นี้ สามารถแยกชุดคำได้เป็น 2 ชุดเช่นกัน โดยใช้ความแตกต่างด้านอายุ (Sex) ในการแบ่ง ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

- stallion และ mare หมายถึง ม้าที่โตเต็มวัย

- colt และ filly หมายถึง ลูกม้า

จากคำอธิบายข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า คำศัพท์ชุดหนึ่งนั้นจะมีทั้งความเหมือน (Synonym) และความแตกต่าง (Antonym) ซึ่งคนเรามักจะเรียนรู้ความหมายของคำจากความแตกต่างของคำก่อน หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คนเราเรียนรู้ antonym ก่อนจึงเรียนรู้จัก synonym อีกทั้งเราจะแยกแยะและเห็นถึงความแตกต่างของความหมายของคำได้นั้น เราจะต้องใช้ปัจจัยต่างๆเพื่อมาแยกแยะความแตกต่างของชุดคำต่างๆนั่นเอง